แกะกล่องดวงใจ "ฟุจิกซ์"
เทคโนโลยี "พรีคาสต์" ส่งตรงจากญี่ปุ่น
สัมภาษณ์
ราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างหลักโดยเฉพาะเหล็กที่ทำสถิติพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์
กดดันให้ผู้ประกอบการ
อสังหาริมทรัพย์ต้องเร่งหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนในการพัฒนาโครงการมากขึ้นเรื่อยๆ
การนำเทคโนโลยีเกี่ยวกับการก่อสร้างเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีไม่แปลกที่ผู้ประกอบ
การบิ๊กแบรนด์ส่วนใหญ่ต่างปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในคีย์ซักเซสที่ทำให้ "พฤกษา
เรียลเอสเตท" และ "แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์"
ประสบความสำเร็จและก้าวขึ้นเป็น ดีเวลอปเปอร์ดาวเด่นที่ทำให้วงการอสังหาฯต้องจับตามอง
ส่วนหนึ่งมาจาก
การเป็นผู้บุกเบิกนำระบบก่อสร้างสมัยใหม่มาใช้ในการก่อสร้างบ้านและคอนโดฯในการลดคอสต์ลดระยะเวลา
ก่อสร้าง
ยิ่งสถานการณ์เศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน และวัสดุก่อสร้างเข้าใกล้วิกฤต
ผู้ประกอบการอสังหาฯต้องหาทางรัดเข็มขัด
ต้นทุน เพิ่มขึ้น อย่างเวลานี้ก็ยิ่งทำให้ระบบก่อสร้างบ้านและคอนโดฯแบบสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูปได้รับความ
นิยมมากขึ้น
บริษัทฟุจิกซ์ (ไทยแลนด์) ที่เกิดขึ้นจากการร่วมทุนระหว่างนักลงทุนไทยกับบริษัทฟุจิกซ์จากญี่ปุ่น
ภายใต้การ
นำของ ฮานาวะ ฟูจิโอะ กรรมการผู้จัดการ และ วรชัย พลเหลาวิศวกรอาวุโสที่ผ่านประสบการณ์การทำงานในบริษัท
ผลิตวัสดุก่อสร้างรายใหญ่หลายบริษัท เล็งเห็นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น
และมีแผนจะบุกตลาดระบบ
ก่อสร้างสำเร็จรูประบบ precast อย่างจริงจัง หลังลงทุนผลิต
ระบบนี้ป้อนให้กับโครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ ในเครือบ้านกานดาตั้งแต่ปี
2550
ฮานาวะบอกว่า ฟุจิกซ์ (ไทยแลนด์) มีบริษัทแม่อยู่ในญี่ปุ่น
ทำธุรกิจอิมพอร์ตเอ็กซ์ปอร์ต และงานเกี่ยว
กับระบบแมคานิกส์ ระบบคอนเวเยอร์ โดยออกแบบและติดตั้งงานระบบตามที่ลูกค้าต้องการ
ลูกค้าหลักๆ ในญี่ปุ่น อาทิ มิตซูบิชิ, โตชิบา, โซนี่
ฯลฯ จากนั้นเข้ามาลงทุนในสิงคโปร์เมื่อ 11 ปีก่อน แล้วขยายฐานเข้าสู่มาเลเซีย
ก่อนจะมาลงทุนในประเทศไทยเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา โดยมอบหมายให้วรชัยเป็นหัวเรือใหญ่คอยดูแลด้านการผลิต
และการทำตลาดในประเทศไทย
"ในประเทศไทยเรามี 2 บิสซิเนส อย่างแรกจะรับงานเกี่ยวกับระบบแมคานิกส์เหมือนในมาเลเซีย
อีกธุรกิจ
หนึ่งคือกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง โดยรับผลิตระบบ precast
คอนกรีต ซึ่งเป็นระบบก่อสร้างบ้านสำเร็จรูประบบหนึ่ง
ให้กับโครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์
โดยใช้แบรนด์ "Precastthai" ฮานาวะกล่าว
ขณะที่วรชัยเสริมว่า หลังผลิตระบบ precast ให้กับโครงการในเครือบ้านกานดา
และได้รับกระแสตอบรับในระดับ
ที่ดีทั้งจากตัวเจ้าของโครงการและลูกค้าที่เป็นคนซื้อบ้าน
บริษัทได้วางแผนขยายการลงทุนโดยสร้างโรงงานเพิ่ม
เพื่อผลิต precast ป้อนให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ด้วย
จากที่วรชัยเคยมีประสบการณ์จากการเป็นวิศวกรที่ปรึกษาคุมงานก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะ
แห่งชาติ (กคช.) หลายโครงการในช่วงที่ผ่านมาเขาเห็นว่านอกจากการผลิตระบบนี้จะใช้ในการก่อสร้างบ้านเดี่ยว
และทาวน์เฮาส์แล้ว ยังสามารถพัฒนาสนองตอบความต้องการในการก่อสร้างโครงการคอนโดฯ
อพาร์ต เมนต์ หอพัก โรงงานสำเร็จรูป ฯลฯ ได้ด้วยเพียงแต่เบื้องต้นจะหนักไปที่โครงการบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์เป็นสเต็ป
แรกก่อน
ถามถึงโปรเจ็กต์นำร่องที่ผลิตให้กับโครงการในเครือบ้านกานดา
"วรชัย" ขยายความว่าช่วงแรกทำสัญญา
กับโครงการ 5 เดือนก่อน โดยรับงานผลิตระบบพรีคาสต์บ้านเดี่ยวรวม
3 แบบ ทั้งหมด 57 ยูนิต ซึ่งสามารถ
ดำเนินการได้ตามเป้า เฉลี่ยต่อเดือนผลิตบ้านได้ราว 10-15
ยูนิต เริ่มตั้งแต่ทำฐานราก คาน แผ่นพื้น ผนัง บันได
ห้องน้ำ รวมทั้งงานระบบไฟฟ้า ประปา ซึ่งจะซ่อนอยู่ภายในผนังคอนกรีต
ยกเว้นเฉพาะงานติดตั้งหลังคา งานตกแต่ง สุขภัณฑ์ ฯลฯ
ที่เจ้าของโครงการต้องติดตั้งและตกแต่งเอง
นอกจาก 2 โครงการดังกล่าวแล้ว ปีนี้บริษัทยังรับงานโครงการที่จะเปิดตัวใหม่ของเครือบ้านกานดาเพิ่มขึ้นอีก
พร้อมๆ กับขยายไปรับงานโครงการบ้านจัดสรรโครงการอื่นๆ
เพิ่มด้วย โดยจะขยายกำลังการผลิตรองรับความ
ต้องการของลูกค้าด้วยการขยายไลน์การผลิตไปยังโรงงานย่านลาดหลุมแก้ว
เพื่อรองรับตลาดบ้านในโซนตะ
วันตก ขณะเดียวกันก็เตรียมรองรับงานในโซนเหนือ โซนตะวันออก
และโซนใต้เพื่อเซิร์ฟลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯ
และปริมณฑลในรัศมีไม่เกิน 100 กิโลเมตร
อีกจุดหนึ่งที่จะทำ คือ จะพัฒนาระบบ precast ที่ผลิตขึ้นให้เป็นผลิตภัณฑ์ลดโลกร้อนคล้ายๆ
อิฐมวลเบาด้วย โดยจะเป็นผนังมีโพรงอากาศเหมือนอิฐมวลเบา
ทนไฟ ไม่อมความร้อน ทำให้บ้านประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น
และพื้นผิวก็ไม่ต้องฉาบเหมือนกับบ้านสำเร็จรูปทั่วๆ
ไป
บิ๊กฟุจิกซ์ (ไทยแลนด์) ย้ำว่า ลูกค้าที่มาใช้บริการระบบ
precast ของบริษัทจะได้รับบริการหลายด้าน คือ บริการ
ให้คำปรึกษา ออกแบบให้ วางแผนโครงการ วางแผนการก่อสร้าง
เจ้าของโครงการแค่ทำการตลาดเองเท่านั้น โดยจุดแข็งของระบบ
precast คือเป็นระบบที่มีคุณภาพดีกว่าการก่อสร้างทั่วๆ
ไป ก่อสร้างได้เร็วกว่าและ
คุณภาพได้ตามมาตรฐานกว่า เพราะชิ้นส่วนระบบสำเร็จรูปทุกชิ้นผลิตมาจากโรงงาน
ทำให้หน้างานมีความ
เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่มีเศษวัสดุกองหน้างาน มีความแน่นอนในการหล่อ
ขึ้นรูป เวลาติดตั้งความคลาด
เคลื่อนจะมีน้อยมาก
ผลที่ตามมาคือ ต้นทุนการผลิตของ ผู้ประกอบการจะลดลงถึง
15-20% เมื่อเทียบกับการก่อสร้างบ้านที่ใช้
ระบบก่อสร้างแบบเดิมๆ บ้านหลังหนึ่งสามารถประกอบโดยใช้เวลาเพียงแค่
10 วัน จากนั้นเก็บผิวอีก 5-10 วันก็เสร็จเรียบร้อยทั้งหลัง
ก่อนจะสรุปทิ้งท้ายว่า แม้ระบบนี้จะมีข้อดีมาก แต่ข้อจำกัดคือลูกค้าอาจจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างของตัวบ้าน
ได้ยากมีข้อจำกัดในเรื่องการเจาะ ทุบผนัง ส่วน ข้อจำกัดในแง่การผลิต
คือ อาจจะต้องผลิตในปริมาณที่มาก
หรือเป็นแมสจึงจะคุ้ม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ
แหล่งที่มา : http://www.matichon.co.th
วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4013 (3213) |